ชีวิตต้องคำสาป...ท่านเท่านั้น! ที่จะสร้างปาฏิหาริย์
   
 
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่โชคดี ยังมีเด็กอีกหลายร้อยคนซึ่งเจ้าหน้าที่ของเราในพื้นที่รายงานขึ้นมาว่ามีชีวิตเหมือนต้องคำสาป เด็กน้อยเกิดมากับความเจ็บป่วยพิการ ใช้ชีวิตอย่างทรมานเป็นที่น่าสลดใจ ความยากจนขัดสนของพ่อแม่ทำให้เด็กน้อยเหล่านี้ขาดโอกาสในการรักษาตัว
 
น้องแดน จ.เพชรบูรณ์  
 
“มันคันแผลมากแต่ยิ่งเกาก็ยิ่งแตกเป็นแผลมากขึ้น มันปวดแสบปวดร้อน เวลาเหงื่อออกยิ่งแสบ บางคืนผมนอนไม่หลับเลย เพราะมันตึง ๆ เจ็บ ปวดแผล ยิ่งอากาศหนาว ยิ่งทรมานมาก”
 
น้องแดนป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ที่ติดมาจากพ่อตั้งแต่อายุ 2 เดือน มีแผลถลอกผุพอง ตามร่างกาย ใบหน้า แขนทั้งสองข้าง แผ่นหลัง จากเอวถึง สุดปลายเท้า บางแห่งมีเลือดปนหนองซึมออกมา ยิ่งนานวันอาการก็ลุกลามมากขึ้นจนทำให้เล็บเท้าหลุด พ่อป่วยด้วยโรคเดียวกันและไม่ได้รักษาต่อเนื่อง ส่วนแม่ป่วย เป็นโรคสันนิบาตลูกนก (โรคพาร์กินสัน) ร่างกายสั่นตลอดเวลา ต้องนอนเฉย ๆ ช่วยตัวเองไม่ได้ พ่อต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้ ทำให้พ่อทำงานรับงานได้ไม่เต็มที่ รายได้ไม่พอกินพอใช้
 
น้องแดนไปรักษาที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ไกลจากบ้านถึง 148 กิโลเมตร เวลาไปหาหมอจะไปพร้อมกันเพื่อประหยัดค่ารถ ทั้ง 3 ชีวิตจะขี่จักรยานไปต่อรถสองแถว แต่ถ้าแม่มีอาการสั่นมาก ๆ จะซ้อนท้ายจักรยานไม่ได้ ต้องเหมารถมารับที่บ้านแทนเสียค่ารถสูงขึ้น อุปสรรคที่รุมล้อมทำให้พ่อเคยจะล้มเลิกความคิดจะรักษา และยังไม่อยากให้น้องแดนเรียนต่อเพราะไม่อยากให้ลูกโดนเพื่อน ๆ ล้อ ตอนนี้ไม่มีเด็กคนไหนยอมเล่นด้วย ทั้งพ่อแม่เด็กคนอื่น ๆ ในโรงเรียนไม่เข้าใจว่าโรคที่น้องแดนเป็นไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ
 
“ผมอยากหาย ไม่อยากโดนเพื่อนล้อ และผมอยากหายเพราะอยากเรียนต่อ อยากเข้ามหาวิทยาลัย อยากเรียนหมอ จะได้มารักษาตัวเอง รักษาแม่กับพ่อ” น้องแดนบอก
 
“มันคันแผลมาก ยิ่งเกา ยิ่งแตก เป็นแผล ปวดแสบปวดร้อนมาก” 
 
น้องปูน จ.ขอนแก่น
 
เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ป่วยเป็นโรคผนังหัวใจรั่วตั้งแต่เกิด รอยรั่วมีขนาดเท่ากับเหรียญบาท มีผลให้เหนื่อยง่าย ออกกำลังหรือทำงานหนักไม่ได้ แค่วิ่งเล่นไม่นานนักก็จะเหนื่อย หายใจติดขัด รู้สึกอึดอัด บางครั้งก็ถึงขั้นริมฝีปากคล้ำ หน้ามืด วิงเวียนศรีษะ
 
พ่อกับแม่ทิ้งน้องปูนไปตอนอายุ 1 ขวบ  ปล่อยให้ตายายเลี้ยง พอน้องปูนอายุได้ 2 ขวบ แม่ก็กลับมาพร้อม สามีใหม่ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น
 
ตอนอายุ 7 ขวบ น้องปูนได้เข้าผ่าตัดเพื่อปิดรอยรั่วผนังหัวใจโดยใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่เคราะห์กรรม แม้ผลของการผ่าตัดสามารถอุดรอยรั่วที่มีได้กลับเกิดมีรอยรั่วใหม่ขนาดเท่ารูเข็มสันนิษฐานว่าเกิดจากรอยเข็มที่เย็บแผล หมอแนะนำให้ทำการผ่าตัดซ้ำอีกครั้งแต่ครอบครัวปฏิเสธเพราะกลัวร่างกายน้องจะรับไม่ไหว
 
รอยรั่วที่ยังมีอยู่ ทำให้น้องปูนไม่แข็งแรงเหมือนเด็กวัยเดียวกัน เหนื่อยง่าย มีพัฒนาการทางด้านร่างกายช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ  พัฒนาการทางความคิดก็ช้าตามไปด้วย  ความผิดพลาดจากการผ่าตัดได้สร้างปมในใจ ครอบครัวจึงอยากเปลี่ยนโรงพยาบาลที่มีหมอชำนาญมากกว่า มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยกว่า แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว เฉพาะค่าผ่าก็ 150,000 บาทแล้วยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
 
แต่แล้ววิกฤติชีวิตระลอกใหม่ก็โถมมาอีก แม่น้องปูนป่วยด้วยโรคกระดูกทับเส้น ต้องกลับมารักษาตัวที่บ้าน ไม่สามารถทำงานได้ ค่าใช้จ่ายในบ้านจึงต้องพึ่งพาพ่อเลี้ยงคนเดียว ซึ่งก็มีรายได้จากการรับจ้างตัดอ้อย ได้เงินวันละ 300 บาท หาเช้ากินค่ำไปในแต่ละวัน  แทบจะไม่มีเหลือเป็นเงินเก็บแต่อย่างใด ความหวังที่น้องปูนจะได้รับการผ่าตัดอีกครั้งจึงแทบสูญสิ้นไป
 
“เคยผ่าตัดอุดผนังหัวใจรั่ว ตอน 7 ขวบ ใช้สิทธิ 30 บาท แต่กลับเกิดมีรอยรั่วใหม่”
 
น้องแตงโม จ.ชัยภูมิ
 
ชีวิตของหนูน้อยวัย 11 ขวบ เหมือนเกิดมาใช้กรรม สมองของหนูน้อยพิการมาตั้งแต่เกิด ร่างกายตัวอ่อนเหมือนเด็กแรกเกิด ลุกนั่ง หรือแม้แต่ขยับตัวยังทำไม่ได้ เพราะสมองไม่สั่งการ “แค่ปัดแมลงวันที่มาตอมยังไม่ได้” แม่ของหนูน้อยบอก
 
น้องแตงโมไม่รับรู้ใด ๆ นอนตลอดเวลา  แม่จะคอยดูแลตั้งแต่ล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดตัว ป้อนข้าว ดูแลการขับถ่าย น้องไม่สามารถถ่ายเองได้จึงต้องกินยาระบายตลอด  แต่ขณะเดียวกันก็มีภาวะเบาจืด ร่างกายไม่กักเก็บน้ำ จะปัสสาวะตลอดเวลา ต้องพ่นยาที่ราคาขวดละ 1,700 บาท เข้าทางจมูกเพื่อลดการขับน้ำออก แม้กระนั้นก็ยังปัสสาวะวันละประมาณ 20 ครั้ง บางครั้งยาก็เอาไม่อยู่เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ต้องรีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือก่อนจะช็อค
 
หนูน้อยเข้าออกห้องฉุกเฉินเป็นประจำด้วยสาเหตุข้างต้น และภาวะติดเชื้อด้วย  เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ ไม่มีภูมิคุ้มกัน เผชิญภาวะแทรกซ้อนอีกหลายอาการ อาทิ หอบหืด อาการเกร็งต้องกินยากันชัก ภาวะติดเชื้อในปอด กินอาหารตามปกติไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยางเท่านั้น    
 
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหาหมอ ค่ารักษา ค่ายา เป็นภาระที่หนักมากสำหรับครอบครัว ซึ่งมีพ่อคนเดียวที่ทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง รับเงินรายวัน ที่ใช้ดูแลสมาชิกในบ้าน 6 คน รวมคนแก่ในบ้าน 3 คน คือ ปู่ ย่า ย่าทวดด้วย
 
“รายได้ก็ไม่พอหรอกค่ะ ยังดีว่าคุณหมอช่วยเหลือไม่ต้องจ่ายค่ายา แต่ก็ต้องหาค่ารถเดินทางไปหาหมอ กับค่าใช้จ่ายในการดูแลเขา เฉพาะค่าวัตถุดิบมาปั่นทำอาหาร เหลวก็ตกวันละ 70 บาทแล้ว แต่ที่อยากได้ที่สุดตอนนี้ คือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เวลาน้องขับถ่ายก็จะเปรอะเสื้อผ้าไปหมด แต่ไม่มีเงินพอจะซื้อค่ะ” คุณแม่น้องแตงโมเล่า
 
“เวลาน้องถ่ายจะเปรอะผ้าไปหมด ที่อยากได้ที่สุดคือผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่ไม่มีเงินซื้อ” 

ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยสำหรับการช่วยเหลือเด็ก 1 คนสูงถึง 18,000 บาทต่อปี และต้องดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปี

โปรดอย่าทอดทิ้งให้เด็กเหล่านี้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง สละเดือนละ 600 บาท หรือเพียงเงินวันละ 20 บาท หรือมากกว่านั้น ท่านจะสามารถกอบกู้ชีวิตเด็กและครอบครัวที่กำลังเผชิญวิกฤตินี้ได้
Copyright 2016 - CCF (Community Children Foundation) Under the Royal Patronage of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn